- เดินไปซื้อขนมที่แถมมาถุงนึงง่ายสุดแล้ว ถ้าจะซื้อ ซื้อสารกันชื้นตรงๆง่ายกว่าอีก เพราะ 1. เราต้องหาขนมที่มีซองกันชื้น 2. ต้องหาซองขนมชนิดนั้นๆ ที่ผลิตใหม่ๆ 3. ยังต้องเสี่ยงกับสารกันชื้นที่ถูกใช้มาแล้วแน่นอน ว่ามันยังสามารถนำมาใช้ต่อได้หรือไม่
แต่สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่อย่างนั้น นอกจากผมได้คำตอบที่ดีแล้ว คนอื่นๆก็สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ได้ด้วย
.. ตะกี้ค้นได้กาบมะพร้าว เค้าเอาไว้ดูดความชื้นของข้าว เดี๋ยวผมจะลองทดสอบดู ศึกษาภัณฑ์??? ใช้ข้าวสารครับ ทำไมข้าวสารใช้แทนสารกันชื้นได้??
มันมีสารอะไรที่ชอบความชื้น
มันต่างจากเมล็ดพืชทั่วไปอย่างไร
ใช้ถั่วทอง/ถั่วเขียวได้ไหม เกลือครับ เอาไปสตุก่อน หรือใช้เลยก็ได้ ผมใช้เกลือผง ทำชั้นกรองความชื้น (ดักน้ำ)จากไบโอดีเซลที่ทำเอง ผลคือไม่ต้องนำไปต้มไล่ความชื่นเลย ใสกิ๊ง สตุ คืออะไรครับ เอาเกลือไปเผา ไล่ความชื้นออกค่ะ ผมเคยไปเห็นกล่องดูดความชื้นที่ขายในร้านอะไรซักอย่าง ก็เป็นแค่เกลือ มีแผ่นกรองปิดเอาไว้
เขียนไว้ว่า หลังใช้งานไปแล้ว เอาไปอบไล่ความชื้นซะ ก็เอาใช้ใหม่ได้
ผมว่าน่าลองดูนะ เพราะต้นทุนถูกมากๆ ก่อนใช้ก็เอาเกลือไปอบหรือคั่วให้แห้ง เอาเกลือถูกๆ (ต้องถูกๆ นะ ใส่ซองเล็กๆ ที่เดินเข็นรถมาขายกัน) เพราะมีแมกนีเซียมคลอไรด์ หลงเหลืออยู่ มีคุณสมบัิติ ดูดความชื้น ตอนซื้อก็เลือก ห่อที่มันชื้นๆ นะ...
เอาเกลือนี้ไปคั่วให้แห้ง ปิดฝากระทะไว้ รอให้เย็น แล้วก็จัดการตามสะดวก เหมือนเคยได้ยินว่า เกลืออย่างนั้นจะเป็นเกลือชื้อ เหมาะกับการใช้ถนอมอาหาร
ซึ่งแตกต่างกับเกลือที่หาซื้อได้ในปัจจุบัน
ใครพอมีความรู้บ้างครับ? สารดูดความชื้นที่เราเห็นกันทั่วๆไป มักจะเป็น ซิลิกา เจล ใช้แล้วเอาไปอบไล่ความชื้น เอามาใช้ไหม่ได้
ในห้องแลบ จะใช้ แคลเซียมคลอไรด์ มันจะดูดไอน้ำในอากาศจนตัวเองเยิ้มเหลว (เคยเอาขึ้นตาชั่งสองแขน มันดูดความชื้นจนตาชั่งเอียงได้ทันตาเห็น)
ผมอยู่บ้านนอก ต่างจังหวัดภาคใต้ ฝนชุกอากาศชื้น มีปัญหาเรื่องการเก็บรักษาเลนส์กล้องถ่ายรูป ผมใช้ "ปูนดิบ" หรือ แคลเซียมออกไซด์ เป็นตัวดูดความชื้น ได้ผลดี และราคาถูก (เมื่อหลายปีก่อนเคยซื้อจากโรงผลิตระดับชาวบ้าน ก.ก.ละ 2.- บาท เมื่อสองปีก่อนซื้อจากร้านในตลาดสงขลา ก.ก.ละ 7.- บาท)
วีธีใช้ เอาปูนดิบมาทุบให้เป็นก้อนเล็กประมาณสักครึ่งกำปั้น ไม่ต้องให้เล็กมาก บรรจุลงในถุงกระดาษหรือถุงผ้าที่พอกันฝุ่นได้ ปิดปากถุง แล้วใส่รวมกับสิ่งที่จะดูดความลงในกล่องที่ปิดสนิท มันจะดูดความชื้นจนแห้งสนิท และตัวมันจะร่วนเป็นผง ซึ่งก็คือ ปูนขาวนั่นเอง (นำไปใช้ประโยชน์ได้อีก เช่นทำน้ำปูนใส ฯลฯ) และปูนขาวที่ได้จะขาวสะอาดมากครับ
ข้อควรระวัง สิ่งที่จะนำมาดูดความชื้น ถ้ามีซอง หรือกระเป๋าที่เป็นหนัง ต้องเอาออกก่อนครับ มิฉนั้นที่ผิวของเครื่องหนังจะแห้งเป็นรอยแตกกรอบเสียหายหมดครับ
เมื่อสองเดือนก่อน เครื่อง GPS ของผมลงน้ำแล้วน้ำเข้าเต็มหน้าปัทม์ (ในคู่มือคุยว่ากันน้ำได้ คนที่เอาไปใช้จึงไม่ระวัง) เปิดเครื่องใช้งานไม่ได้ แกะออกมาเทน้ำออก แล้วเอาไปอบกับปูนดิบ ทิ้งไว้ 3 วัน เอามาประกอบใหม่ ยังใช้งานได้ดีเหมือนเดิมครับ
ขยายความเพิ่มเติม
ในการทำปูนขาว (ระดับชาวบ้าน ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งภูเขาหินปูน) จะเอาหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต : CaCO3 ทำตัวห้อยไม่เป็นครับ) ไปเผาในเตาเผา (ทำนองเตาเผาถ่านแต่ต้องเติมฟืนตลอด) ใช้เวลาประมาณ 3 วัน 3 คืน แล้วทิ้งให้เย็นลง ก็จะได้ปูนดิบ (แคลเซียมออกไซด์ : CaO) เป็นก้อนแข็งสีขาวทึบ เขอาจจะเก็บปูนดิบเอาไว้ก่อน โดยใส่ในภาชนะที่ปิดสนิท เช่นถัง 200 ลิตร (ผมเคยเอามือแหย่ลงไปในถังนี้ มันรู้สึกเย็นวาบ เพราะความชื้นที่ผิวหนัง ถูกระเหยไปในทันทีทันใด) เมื่อได้รับออร์เดอร์จากลูกค้า เขาจะเอาปูนดิบมาเกลี่ยบนลาน รองพื้นด้วยพลาสติดป้องกันสกปรก แล้วฉีดรดด้วยน้ำ ปูนดิบจะทำปฏิกิริยากับน้ำ คายความร้อนออกมากมาย แล้วแตกร่วนเป็นผงปูนขาว: Ca(OH)2
เจ้าของกระทู้ ลองสอบถามหาแหล่งที่เขาผลิตปูนขาวดู แล้วไปขอ(หรือขอซื้อ)ขณะที่ยังเป็นขั้นตอนของปูนดิบ คิดว่าราคาคงไม่แพง
เมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดูรายการแผ่นดินมหัศจรรย์ (วันพุธ ช่อง PBS) .ในรายการพูดถึงเรื่องการเลี้ยงหอยนางรม (ถัาจำไม่ผิดก็เป็นแถวๆ ระยอง-จันทบุรี) เปลือกของหอยนางรมที่แกะเนื้อไปแล้วเขาเอาไปใช้ประโยชน์ต่อโดยการเอาไปเผาทำปูนขาว หลักการก็เหมือนกับที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้ว ผมคิดว่าเปลือกหอยที่เผาเสร็จแล้ว (ยังไม่โดนน้ำ)ก็น่าจะใช้ได้ แต่ผมยังไม่เคยลองนะครับ
ขอตอบข้อข้องใจของ คห# 7 เพิ่มเติมหน่อยครับ เพราะ คห# 8 อธิบายสั้นไป
สารเคมีพวกเกลือหลายชนิดดำรงสถานะอยู่ในรูปของผลึก บางชนิดมีโมเลกุลของน้ำเข้าไปเกี่ยวข้องในการเป็นผลึก เช่นจุนสี สารส้ม เกลือ พิมเสน ดินประสิว ฯลฯ ถ้าเราขจัดน้ำเหล่านี้ออกไป พวกเกลือเหล่านี้ก็จะอยู่ในสภาพที่เป็นผงแห้ง ปราศจากน้ำ
วิธีการที่ขจัดน้ำออกจากเกลือเหล่านี้ คนไทยเรียกว่า "สตุ" คนสมัยก่อนทำโดยการเอาเกลือที่ต้องการใส่ภาชนะดินเผา มักจะใช้ฝาหม้อดินเผา ที่เรียกว่า "ฝาละมี" (บางคนดัดจริต ไปใช้แทนคำว่า "สามี" ซึ่งความหมายห่างกันไกล จะพ้องเสียงเฉพาะพยางค์หลังเท่านั้น) เมื่อเอาไปตั้งไฟก็จะเดือด น้ำจะระเหยออก ในที่สุดก็จะเป็นผงแห้ง บางชนิดอาจเปลี่ยนสีไป เช่นผลึกจุนสีมีสีฟ้า เมื่อเป็นจุนสีสตุจะเป็นผงสีขาว (เอาไปทดสอบสิ่งที่มีน้ำเจือปนอยู่ได้) เกลือที่ผ่านการสตุมาแล้วสามารถดูดความชื้นกลับไปสร้างผลีกได้อีก เพราะฉนั้นสารที่สตุแล้วต้องเก็บในที่ที่กันความชื้นได้
ยาสีฟันของไทยสูตรโบราณ(ไม่อยยากจะใช้คำว่าโบราณ ส่วนของโบราณที่ชอบก็เห็นจะมีแต่กาแฟโบราณเท่านั้น) เช่นวิเศษนิยม ก็มีสารส้มสตุ พิมเสนสตุ เป็นส่วนผสมอยู่ครับ โอะ... กลายเป็นความรู้จริงจังเข้ามาแล้ว
เสียดายให้กิฟไม่ได้ครับ หูย เพิ่งเข้ามาดู
| ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป |